AEC/CLMV NEWS and EVENTSข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ
มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้้งที่ 22 (BOOK EXPO THAILAND 2017)
ร่วมกันสร้างสังคมอุดมความรู้ด้วยสรรสาระมากมาย พบหนังสือน่าอ่านในราคาพิเศษจากสำนักพิมพ์ชั้นนำทั่วประเทศที่ขนมาเอาใจให้เลือกอ่านกันได้ทุกเพศทุกวัย พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมายภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัวหนังสือใหม่ พบปะนักเขียนชื่อดัง สัมผัสนวัตกรรมสื่อเพื่อการศึกษารูปแบบใหม่ก่อนใคร รวมทั้งสนุกสนานไปกับสาระความรู้ คู่บันเทิงจากกิจกรรมบนเวทีกลางอีกมากมาย
Date : 18 October - 29 October 2017 (ปิดงานในวีนที่ 26 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เพื่อถวายความอาลัย)
Time : 10.00-21.00
มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้้งที่ 22 (BOOK EXPO THAILAND 2017)
ร่วมกันสร้างสังคมอุดมความรู้ด้วยสรรสาระมากมาย พบหนังสือน่าอ่านในราคาพิเศษจากสำนักพิมพ์ชั้นนำทั่วประเทศที่ขนมาเอาใจให้เลือกอ่านกันได้ทุกเพศทุกวัย พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมายภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัวหนังสือใหม่ พบปะนักเขียนชื่อดัง สัมผัสนวัตกรรมสื่อเพื่อการศึกษารูปแบบใหม่ก่อนใคร รวมทั้งสนุกสนานไปกับสาระความรู้ คู่บันเทิงจากกิจกรรมบนเวทีกลางอีกมากมาย
Date : 18 October - 29 October 2017 (ปิดงานในวีนที่ 26 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เพื่อถวายความอาลัย)
Time : 10.00-21.00
#งานมหกรรมหนังสือภาคใต้_ครั้งที่_3
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมกับ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศ จัดงานมหกรรมวิชาการและหนังสือภาคใต้ครั้งที่ 3 ขึ้นระหว่างวันที่ 2-11 กันยายน 2559 ณ ชั้น 5 หาดใหญ่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซนทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่
แนวคิดในการจัดงานในครั้งเกี่ยวข้องกับ “ความหวัง” ความหวังที่อยากให้คนไทยรักการอ่าน เพราะปัจจุบันคนไทยต่างถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นชาติที่อ่านหนังสือเพียงไม่กี่บรรทัดต่อปี จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยี จึงจำเป็นจะต้องรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญและหันกลับมาอ่านหนังสือมากขึ้น
ภายในงานพบกับหนังคือคุณภาพจากหลายสำนักพิมพ์กว่า 200 บูธ มาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ พร้อมนิทรรศการ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ได้รับการยอมรับระดับโลก ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการรัฐกิจ (Goverment Service) และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี 2558 มาจัดแสดง
#งานมหกรรมหนังสือภาคใต้_ครั้งที่_3
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมกับ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศ จัดงานมหกรรมวิชาการและหนังสือภาคใต้ครั้งที่ 3 ขึ้นระหว่างวันที่ 2-11 กันยายน 2559 ณ ชั้น 5 หาดใหญ่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซนทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่
ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติ เยี่ยมชมบูธปัญญาชน ดิสทริบิวเตอร์ และได้เลือกหนังสือด้วยตัวท่านเอง (ท่านกรุณาเลือกหนังสือ เออีซีต้องรู้ เล่ม1 ปฐมบทสวัสดีประเทศไทย)
โดยมี คุณจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และ คุณปัณณธร ไชยบุญเรือง กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปัญญาชน ดิสทริบิวเตอร์ จำกัด ให้การต้อนรับ
Ko Op Milk Tablets
What’s best for Your Bones and Health?
Calcium is a mineral that the body needs for numerous
functions, including building and maintaining bones and teeth, blood clotting,
the transmission of nerve impulses, and the regulation of the heart’s rhythm.
Ninety-nine percent of the calcium in the human body is stored in the bones and
teeth. The remaining 1 percent is found in the blood and other tissues.
The body gets the calcium it needs in two ways. One is by
eating foods or supplements that contain calcium. Good sources include dairy
products, such as milk tablet, and dark leafy greens or dried beans, which have
varying amounts of absorbable calcium.
Ko Op Milk Tablets
What’s best for Your Bones and Health?
Calcium is a mineral that the body needs for numerous functions, including building and maintaining bones and teeth, blood clotting, the transmission of nerve impulses, and the regulation of the heart’s rhythm. Ninety-nine percent of the calcium in the human body is stored in the bones and teeth. The remaining 1 percent is found in the blood and other tissues.
The body gets the calcium it needs in two ways. One is by eating foods or supplements that contain calcium. Good sources include dairy products, such as milk tablet, and dark leafy greens or dried beans, which have varying amounts of absorbable calcium.
BBL คาดจีดีพีกลุ่ม CLMVT จะขยายตัวถึง 5 %
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุม “CLMVT Forum 2016” ว่า กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมีจีดีพีขยายตัวเฉลี่ย 6.5-8.5% และคาดว่าจะโตต่อเนื่องระดับนี้ใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งกลุ่มประเทศที่มาลงทุนในซีแอลเอ็มวีจะได้รับสิทธิพิเศษจีเอสพี และต้นทุนที่ต่ำ จึงเป็นแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ทั้งนี้ กลุ่มซีแอลเอ็มวีมีชายแดนเชื่อมต่อกัน จึงเป็นการผสมผสานขีดความสามารถการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพให้ภูมิภาคนี้
สำหรับการพัฒนาประเทศไทยก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น แต่ด้วยภูมิศาสตร์ที่ไทยอยู่ศูนย์กลาง (ฮับ) มีท่าเรือ สนามบิน ที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอื่นได้ ดังนั้น ไทยจึงเป็นเทรดดิ้งพาร์ตเนอร์ และสามารถร่วมลงทุนได้ ซึ่งทั้ง 5 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 250 ล้านคน จีดีพีมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถสร้างชัพพลายเชน (ห่วงโซ่การผลิต) และดึงดูดประเทศใหญ่ อาทิ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป เข้ามาลงทุนได้
ทั้งนี้กลุ่มซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ไทย) หากมีการลงทุนร่วมกัน ผสานกำลังอาศัยจุดแข็ง ที่เป็นตลาดมีขนาดใหญ่ เกิดการพัฒนาธุรกิจใหม่ เป็นตลาดน่าลงทุน นำมาซึ่งประโยชน์แบ่งปันกันถ้วนหน้า ทั้ง 5 ประเทศ ซึ่งจุดสำคัญ คือ จะส่งเสริมการค้าการลงทุนอย่างไรเพื่อให้มีการบูรณาการไปทั้งซัพพลายเชน
BBL คาดจีดีพีกลุ่ม CLMVT จะขยายตัวถึง 5 %
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุม “CLMVT Forum 2016” ว่า กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมีจีดีพีขยายตัวเฉลี่ย 6.5-8.5% และคาดว่าจะโตต่อเนื่องระดับนี้ใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งกลุ่มประเทศที่มาลงทุนในซีแอลเอ็มวีจะได้รับสิทธิพิเศษจีเอสพี และต้นทุนที่ต่ำ จึงเป็นแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ทั้งนี้ กลุ่มซีแอลเอ็มวีมีชายแดนเชื่อมต่อกัน จึงเป็นการผสมผสานขีดความสามารถการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพให้ภูมิภาคนี้
สำหรับการพัฒนาประเทศไทยก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น แต่ด้วยภูมิศาสตร์ที่ไทยอยู่ศูนย์กลาง (ฮับ) มีท่าเรือ สนามบิน ที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอื่นได้ ดังนั้น ไทยจึงเป็นเทรดดิ้งพาร์ตเนอร์ และสามารถร่วมลงทุนได้ ซึ่งทั้ง 5 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 250 ล้านคน จีดีพีมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถสร้างชัพพลายเชน (ห่วงโซ่การผลิต) และดึงดูดประเทศใหญ่ อาทิ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป เข้ามาลงทุนได้
ทั้งนี้กลุ่มซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ไทย) หากมีการลงทุนร่วมกัน ผสานกำลังอาศัยจุดแข็ง ที่เป็นตลาดมีขนาดใหญ่ เกิดการพัฒนาธุรกิจใหม่ เป็นตลาดน่าลงทุน นำมาซึ่งประโยชน์แบ่งปันกันถ้วนหน้า ทั้ง 5 ประเทศ ซึ่งจุดสำคัญ คือ จะส่งเสริมการค้าการลงทุนอย่างไรเพื่อให้มีการบูรณาการไปทั้งซัพพลายเชน
โปรดให้การสนับสนุน
สินค้าไทยมากคุณภาพ+มีคุณประโยชน์
NGPC ลูกอมนมอัดเม็ด (Cow Milk Tablets) รสชาติกลมกล่อม เหมาะสำหรับเด็กในช่วง
5-10 ขวบ ซึ่งต้องการแคลเซี่ยมมากเป็นพิเศษ
ถ้าเด็กไม่ชอบดื่มนมก็ต้องทดแทนด้วยนมอัดเม็ด ยังเหมาะสำหรับวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต
เหมาะสำหรับทานเล่นระหว่างวัน มั่นใจได้ว่านมอัดเม็ดของเราทุกเม็ดนั้น
อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
ราคาขายปลีก
ซองละ 15 บาท กล่องเล็กกล่องละ 100 ซอง มีส่วนลดพิเศษสำหรับการขายส่ง
หรือตัวแทนจำหน่าย
รับผลิตนมอัดเม็ดทุกรส
OEM ภายใต้แบรนด์ ของลูกค้า
ธนาชัย
08 7617 5335
โปรดให้การสนับสนุน สินค้าไทยมากคุณภาพ+มีคุณประโยชน์
NGPC ลูกอมนมอัดเม็ด (Cow Milk Tablets) รสชาติกลมกล่อม เหมาะสำหรับเด็กในช่วง 5-10 ขวบ ซึ่งต้องการแคลเซี่ยมมากเป็นพิเศษ ถ้าเด็กไม่ชอบดื่มนมก็ต้องทดแทนด้วยนมอัดเม็ด ยังเหมาะสำหรับวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต เหมาะสำหรับทานเล่นระหว่างวัน มั่นใจได้ว่านมอัดเม็ดของเราทุกเม็ดนั้น อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
ราคาขายปลีก ซองละ 15 บาท กล่องเล็กกล่องละ 100 ซอง มีส่วนลดพิเศษสำหรับการขายส่ง หรือตัวแทนจำหน่าย
รับผลิตนมอัดเม็ดทุกรส OEM ภายใต้แบรนด์ ของลูกค้า
ธนาชัย
08 7617 5335
จุดเริ่มต้นแห่งยุค
AEC ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะปรับเปลี่ยนได้ทันทีทันใด
แต่ใครที่ปรับตัวได้ก่อน หาแนวทางลดต้นทุนได้มากกว่า และรู้จักตลาดดีกว่า ก็ย่อมจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบมากกว่า แน่นอนว่ามีโอกาสมากมายมหาศาลรอผู้ประกอบการ SMEs/OTOP อยู่
และต้องระวังความเสี่ยงต่างๆ ด้วย
หนังสือเออีซีต้องรู้
เล่ม1 ปฐมบท
สวัสดีประเทศไทย เล่มนี้ช่วยผู้ประกอบการไทยมีความรู้ในเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่มีศักยภาพและขั้นตอนการส่งออก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า
ที่หากจะส่งออกและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ก็ต้องใช้วัตถุดิบในอาเซียนในการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 รวมไปถึงขั้นตอนพิธีการศุลกากร
และรายละเอียดการลดอัตราภาษี หากผู้ประกอบการเข้าใจและนำสิทธิประโยชน์มาใช้
ก็จะช่วยลดต้นทุนได้ไม่น้อยทีเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย ประสบความสำเร็จในธุรกิจแห่งยุค
AEC
หาซื้อได้จากร้านขายหนังสือชั้นนำ ร้านนายอินทร์ ร้านซี่ เอ็ด ร้าน B2S ฯลฯ
จุดเริ่มต้นแห่งยุค AEC ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะปรับเปลี่ยนได้ทันทีทันใด แต่ใครที่ปรับตัวได้ก่อน หาแนวทางลดต้นทุนได้มากกว่า และรู้จักตลาดดีกว่า ก็ย่อมจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบมากกว่า แน่นอนว่ามีโอกาสมากมายมหาศาลรอผู้ประกอบการ SMEs/OTOP อยู่ และต้องระวังความเสี่ยงต่างๆ ด้วย
หนังสือเออีซีต้องรู้ เล่ม1 ปฐมบท สวัสดีประเทศไทย เล่มนี้ช่วยผู้ประกอบการไทยมีความรู้ในเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับการผลิตสินค้าที่มีศักยภาพและขั้นตอนการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า ที่หากจะส่งออกและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็ต้องใช้วัตถุดิบในอาเซียนในการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 รวมไปถึงขั้นตอนพิธีการศุลกากร และรายละเอียดการลดอัตราภาษี หากผู้ประกอบการเข้าใจและนำสิทธิประโยชน์มาใช้ ก็จะช่วยลดต้นทุนได้ไม่น้อยทีเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย ประสบความสำเร็จในธุรกิจแห่งยุค AEC
หาซื้อได้จากร้านขายหนังสือชั้นนำ ร้านนายอินทร์ ร้านซี่ เอ็ด ร้าน B2S ฯลฯ
Recommend Book:
AEC Must Know, episode 1 : Sawasdee Thailand
หนังสือ AEC ต้องรู้ เล่ม 1 ปฐมบท: สวัสดีประเทศไทย …ฉบับสมบูรณ์ที่สุด
พื้นที่เล็กๆ แห่งความเข้าใจ ที่การได้รู้จักศักยภาพของประเทศไทย จะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น มีความพร้อมก้าวเข้าสู่ เออีซี อย่างมีองค์ความรู้เต็มขั้นถูกต้อง เป็นรากฐานของความสำเร็จของธุรกิจคุณ ทั้ง SMEs และ OTOP เพื่อก้าวไปไขว่คว้าโอกาสทองจากตลาดที่มีศักยภาพสูงของผู้บริโภค 620 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกการค้าไร้พรมแดน….
หาซื้อได้จากร้านขายหนังสือชั้นนำ ร้านนายอินทร์ ร้านซี่ เอ็ด ร้าน B2S หรือสั่งซื้อออนไลน์ โดย click link ข้างล่างนี้:
หนังสือ เออีซี ตองรู้ เล่ม1 ปฐมบทสวัสดีประเทศไทย
วางแผง มีนาคม 2559
"เออีซี ต้องรู้" คือการเตรียมพร้อม
กับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสังคมเมืองไร้พรหมแดน (Urbanization without
borders) ของอาเซียน 10+3
ประเทศแม้วัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันในหลายประเทศนับจากประเทศไทย
อาเซียนตั้งเป้าก้าวสู่ AEC ทำให้มีการเตรียมความพร้อมและยกระดับการพัฒนา 3 เสาหลักคือ เศรษฐกิจ
สังคม ความมั่นคง ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวทางเศรษฐกิจออกสู่พื้นที่ส่วนต่างๆ
ของแต่ละประเทศ โดยการกระจายความเป็นเมืองดังกล่าวสะท้อนความต้องการรวมเป็นประชาคมอาเซียน
… โอกาส อุปสรรค
แนวคิด และกลยุทธ์ต่างๆ ค้นหาได้จาก "เออีซี ต้องรู้"
การจัดทำหนังสือเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อข้อมูลด้านเศรษฐ์กิจ การตลาด การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การค้า ช่องทางการลงทุน SMEs/OTOP โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางและวิธีปฏิบัติในการทำธุรกิจในอาเซียน เพื่อเป็นคู่มือและเครื่องมือที่จะช่วยในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปปฏิบัติได้จริง และสามารถให้คำตอบหลัก 3 ข้อ
เราอยู่ที่ไหนใน เออีซี เวลานี้ ?
เราต้องการไปที่ไหนใน เออีซี ?
เราจะไป เออีซี ถูกทางได้อย่างไร ?
ภูมิภาคอาเซียน จะเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในอีก 20 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดจะสูงถึง 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขอันมหาศาลนี้คือความน่าสนใจของภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงว่ามูลค่าการค้าในสหรัฐอเมริกาเสียอีก
ข้อมูลเพิ่มเติม >>> PLEASE CLICK HERE
ใบสั่งซื้อ >>>>>> ORDER FORM
เสียงจาก ทูตพาณิชย์ ณ กรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์
23 มกราคม พ.ศ. 2559
นายผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) หรือทูตพาณิชย์ ณ กรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมา เปิดเผยว่า ในปี 2559 ทางสคร.ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกของไทยไปยังเมียนมาขยายตัว 12% จากปี 2558 ในช่วง 11 เดือนแรกไทยมีมูลค่าการส่งออกไปเมียน 3.791 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างกันช่วง 11 เดือนแรก 7.147 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งเศรษฐกิจเมียนมาขณะนี้มีการเติบโตที่ดีหลังการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีกับภาคธุรกิจในการเข้าไปขยายการลงทุน และส่งออก เพื่อทดแทนตลาดหลักอื่นๆ ที่ยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ผ่านมาภาคเอกชนของไทยได้ตื่นตัวและขอคำปรึกษาในการเข้าไปลงทุนถึงวันละ 5-6 รายโดยกลุ่มธุรกิจที่เข้าไปลงทุนสูงได้แก่ ธุรกิจภาคเกษตร และธุรกิจบริการ โดยสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม ของไทยได้รับความนิยมสูง และถือว่าสินค้าไทยมีส่วนแบ่งการตลาดในเมียนมาร์ค่อนข้างสูง จึงถือเป็นโอกาสในการเข้าไปทำธุรกิจของไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ แต่ไทยต้องหาพันธมิตรท้องถิ่นในการร่วมลงทุนด้วย
The gateway to India via Myanmar
It's small world...Thai products can flow from Mae Sot via Myanmar thru India by this customs check point...Indo-Myanmar Friendship Gate.....
. ปริมาณสินค้าผ่านแดนเข้าอินเดียผ่านด่านมอเรห์นี้
หากรวมปริมาณสินค้าที่ลักลอบนำเข้าแล้ว ผู้สันทัดกรณีแจ้งว่า มีมูลค่ามากกว่า 50
ล้านรูปีต่อวัน ซึ่งจะเป็นจุดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุด
และสินค้าหลายหลากที่นำเข้าผ่านช่องทางนี้
ก็จะมีการขนส่งกระจายไปทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีทั้งหมด 8 รัฐ โดยมีจำนวนผู้บริโภคจำนวนมากถึง 45 ล้านคน
ดังนั้น จึงนับได้ว่า
การค้าผ่านแดนเมียนมาร์ของสินค้าอุปโภคไทยสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
จึงเป็นช่องทางใหญ่ที่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยควรจะให้ความสำคัญ
แม้ว่าสินค้าจาก ประเทศจีน จะครองส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 60 % แต่อย่างน้อยสินค้าไทยก็ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพ
อีกทั้ง ในอนาคตอันใกล้
หากเส้นทางขนส่งในประเทศเมียนมาร์ได้รับการปรับปรุงแล้วเสร็จ
ก็จะเป็นช่องทางที่สดใสในการเข้าตลาดด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
คงไม่มีใครจะทนรอให้เส้นทางขนส่งนี้แล้วเสร็จสมบูรณ์แน่นอนเพราะนกที่ตื่นเช้า
ย่อมมีโอกาสได้ลิ้มลองหนอนตัวอวบอ้วนกว่านกที่ตื่นสายใช่หรือไม่?
Our partnership in Myanmar is looking for Thailand's consumer products from the potential manufacturers...
Please contact us with your company profile
Our Service Description
AEC Resources offers five main services:
1. Meetings Incentives Conferencing Exhibitions & Events – Our MICE business is the organizer, not a broker. Our services are covered all tasks from the beginning until the end of function like planning, budgeting, registration, logistics, data centre, special function and onsite operation management.
2. Consulting - Includes business planning, business evaluation, merger and acquisition, start-up planning, restructuring, and business-succession planning, FDI, Financial Advisor, and Marketing specialist.
3. Investigation - Our auditing and business expertise provides us with the ability to perform analysis, specialized audits, and valuation of businesses in business disputes, fraud, or other cases of incertitude and disputes.
4. Services – Business and Industrial License, Registration, Work permit, Tax and Law, Import, Export, Manufacturing, Marketing and Distribution of AEC Quality products.
โอกาสขยายตลาดเครื่องปรุงรสของไทยใน CLMV
ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรุงรสอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอันดับ 6 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี จีน และอิตาลี เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดส่งออกเครื่องปรุงรสสำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร นิยมบริโภคเครื่องปรุงรสของไทยจำพวก น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส เครื่องแกง และผงปรุงรส เมื่อประกอบกับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่เปิดกว้างมากขึ้น รวมถึงความนิยมบริโภคอาหารไทยที่เพิ่มขึ้นในต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดเครื่องปรุงรสของไทยสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยขยายตัวอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะตลาด CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เนื่องจากผู้บริโภคใน CLMV ส่วนใหญ่มีรสนิยมการบริโภคคล้ายคลึงกับไทย อีกทั้งยังมีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเร่งขยายตลาดสินค้าเครื่องปรุงรสใน CLMV
ภาพรวมการส่งออกเครื่องปรุงรสของไทย
เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 การส่งออกอาหารทั้งหมดของไทยมีมูลค่า
424,900 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่การส่งออกเครื่องปรุงรสมีมูลค่า 9,591 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 สะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
สินค้าเครื่องปรุงรสของไทยยังเป็นที่ต้องการของลาดโลก
และเป็นที่คาดว่าสถานการณ์การส่งออกเครื่องปรุงรสในช่วงครึ่งหลังของปี 2558
จะดีขึ้นเป็นลำดับ
สอดคล้องกับที่ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารของไทยคาดการณ์ปริมาณการส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยทั้งปี
2558 จะอยู่ที่ 300,000 ตัน
เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี 2557 โดยตลาดที่การส่งออกสินค้าดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวดี
คือ ยุโรปและอาเซียน ทั้งนี้ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรมคาดการณ์ตลาดเครื่องปรุงรสของโลกจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ
3.2 ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2557 และจะมีมูลค่ากว่า
2.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563
สถานการณ์การส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยไป CLMV
สำหรับมูลค่าส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยไป
สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนามในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558
ขยายตัวสูงกว่าการส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยไปตลาดโลก
ดังจะเห็นได้ว่ามูลค่าส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยไปเวียดนามขยายตัวสูงถึงร้อยละ 16.1
โดดเด่นกว่าประเทศอื่นๆ ใน CLMV เนื่องจากชาวเวียดนามเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคมานิยมอาหารตะวันตกมากขึ้น
จึงมีความต้องการบริโภคเครื่องปรุงรสประเภทซอสมะเขือเทศและซอสพริกเพิ่มขึ้น ขณะที่
สปป.ลาว มีความต้องการเครื่องปรุงรสเช่นเดียวกับเมียนมา คือ ซอสมะเขือเทศ
ซอสถั่วเหลือง ผงปรุงรส และน้ำปลา อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการส่งออกเครื่องปรุงรสไปกัมพูชาซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ
1 ของไทยใน CLMV กลับมีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นเพราะกัมพูชาลดการนำเข้าเครื่องปรุงรสของไทยเกือบทุกชนิด ยกเว้นน้ำปลา
ซึ่งกัมพูชายังผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ
(ชาวกัมพูชามีความต้องการบริโภคน้ำปลามาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบท)
และบรรจุภัณฑ์ การคัดสรรแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ รวมถึงการเลือกช่องทางในการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่การส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยไป CLMV มีปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการบริโภคของประชากรในแต่ละประเทศที่นิยมบริโภคอาหารไทยมากขึ้น การขยายตัวของสังคมเมือง กระแสการดูแลรักษาสุขภาพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการรับประทานอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหารไทยใน CLMV ซึ่งล้วนส่งเสริมให้มูลค่าส่งออกเครื่องปรุงรสของไทยไปตลาดดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
AEC NEWS
MOHAN PORT OF CHINA
ด่านโมฮัน (Mohan Port) เป็นเมืองการค้าชายแดนทางตอนใต้ของเขตสิบสองปันนาในมณฑลยูนนาน ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถือเป็นประตูการค้า หรือ gateway สำคัญทางบกที่จะเชื่อมโยงการค้าการลงทุนระหว่างไทยและจีนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดทางหนึ่ง เนื่องจากการเดินทางบนเส้นทาง R3A ที่เชื่อมด่านเชียงของ (จังหวัดเชียงราย) ของไทยผ่านเข้าสู่ด่านห้วยทราย (แขวงบ่อแก้ว) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มุ่งหน้าสู่ด่านบ่อเต็น (แขวงหลวงน้ำทา) แล้วเข้าสู่พรมแดนมณฑลยูนนานของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ด่านโมฮัน เขตสิบสองปันนานั้น มีระยะทางเพียง 247 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น จึงเป็นเส้นทางขนส่งทางบกเชื่อมไทย-จีนที่ประหยัดเวลาและระยะทางได้มากที่สุด ที่สำคัญคือภายในเวลา 2 ปีนับจากนี้ คาดว่าการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ความเร็วสูงที่เชื่อมจากคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนานถึงเมืองโมฮันจะแล้วเสร็จ นั่นยิ่งจะเพิ่มศักยภาพของเมืองหน้าด่านแห่งนี้ในฐานะชุมทางเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์อันทรงประสิทธิภาพระหว่างจีนและภูมิภาคอาเซียนอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลจีนยังมีนโยบายพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรโมฮัน-บ่อเต็นให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีแผนประกาศให้เมืองโมฮันเป็นเขตปลอดอากรหรือฟรีโซนในราวสิ้นปี 2558 นี้ตามนโยบายที่ต้องการส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งก็ได้แก่ สปป.ลาว เชื่อมเข้าสู่ไทยและประเทศอื่นๆในอาเซียนทางตอนใต้ หมายความว่าสินค้านำเข้าสู่จีนที่ผ่านด่านนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีศุลกากรซึ่งก็น่าจะช่วยให้แข่งขันทางด้านราคาได้มากขึ้น ภาพที่เห็นในระหว่างการลงพื้นที่สำรวจเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือความคึกคักของขบวนรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งเข้า-ออกบริเวณถนนหน้าด่านและอาคารพาณิชย์ที่เปิดกิจการเทรดดิ้งซื้อมาขายไปเป็นจำนวนมากตลอด 2 ข้างถนนในตัวเมือง รวมถึงกิจการร่วมค้าจีน-ลาว-ไทย ที่มีให้เห็นตามรายทาง แต่หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การเปิดตลาดโมฮัน หรือ Mohan Market ที่เป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์ด้านการค้าและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ห่างจากด่านโมฮันไม่เกิน 2 กิโลเมตรหรือใช้เวลาเดินทางจากด่านเพียง 5 นาที ที่นี่จะเป็นโชว์รูมขนาดใหญ่สำหรับสินค้าไทยที่ต้องการบุกสู่ตลาดจีนผ่านทางมณฑลยูนนาน และด้วยปัจจัยแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้น ที่นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการค้าขายกับจีน
"เราเล็งเห็นโอกาสว่าที่นี่น่าจะเป็นคลังสินค้า เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะกระจายสินค้าไทยเข้าสู่จีนทางตอนใต้ได้ทั้งหมด และสินค้าจีนเองถ้าจะเข้าอาเซียนทางบกก็จะผ่านด่านโมฮันเข้าสู่ถนน R3A เพียงด่านเดียว เดินทางไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงเชียงของหรือเพียง 2 วันก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว"
เป็นโอกาสที่ SMEs + OTOP ของไทย ต้องหันมาทบทวนว่าช่องทางนี้คือโอกาสทองที่เชื่อมโยงตลาดจีนใกล้ที่สุดในการเชื่อมทางถนน R3A ที่คนจีนเรียกว่า
คุน-ม่าน-กง-ลู่ (昆曼公路)
Mohan Port: China's golden artery linking Southeast Asia with trade & travel
Mohan Port is located in Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture, bordering with Boten port in Laos, and is the only national level land port to Laos.
In recent years, the location advantage of Mohan is being further strengthened by the construction of a Mohan - Boten cross-border economic cooperation zone. In 2015, the total volume of foreign trade in Mohan was 2 million tons, an increase of 26.7 percent over the previous year. The total amount of foreign trade was $ 3 billion, an increase of 87 percent. The number of entry-exit personnel was 1.5 million and the number of entry-exit vehicles was 534,100, an increase of 51.3 percent and 67.4 percent respectively.
มุ่งหาจีนไม่หลงทาง ค้าชายแดนเชียงของ ไทย-ลาว-จีน สุดฮ๊อต
“หากมองเส้นทาง R3A เป็นเพียงเส้นทางขนส่งธรรมดา ถือเป็นการประเมินค่าเส้นทางนี้ต่ำไป” เส้นทาง R3A ถือเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมอุตสาหกรรม โดยยูนนานเริ่มยุทธศาสตร์หัวสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ลาวและยูนนานเริ่มสร้างเขตความร่วมมือเศรษฐกิจข้ามพรมแดนบ่อหาน-บ่อเต็น และไทยที่เชียงของกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมเชียงของ จะเห็นได้ว่า การมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ดี นำมาซึ่งโอกาสทางการค้า เส้นทางR3A จะกลายเป็นเส้นทางห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศที่สำคัญในอนาคตระหว่างจีนและอาเซียน นับเป็นความสำคัญของถนน R3A และเป็นโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางบกที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS)
มูลค่าการค้าเฉียด 1หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวจากด่านศุลกากรเชียงของให้ความเห็น ว่าหลังจากเปิดสะพานไทย-ลาวแห่งที่4 ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ส่งผลให้การค้าขายของไทยกับ สปป.ลาวดีขึ้นโดยลำดับ ๆ ล่าสุดพบว่ามีมูลค่าการค้า 9,800 ล้านบาท แยกเป็นการนำเข้า 1,800 ล้านบาท ส่งออก 8,000 ล้านบาท สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ยังคงเป็นประเภทผัก ดอกไม้ ผลไม้ เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ผลไม้ตามฤดูกาล วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค ส่วน ณ ปี 2560 คาดว่ามูลค่าการค้ารวมจะสูงถึงประมาณ 17,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่สำนักงานสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ฯเคยสำรวจ
"เมื่อเปรียบเทียบการค้าชายแดนช่วงเข้าไตรมาสที่ 3ของปีนี้ พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นราว 10.6% และเชื่อว่าเมื่อครบ 4 ไตรมาส ตัวเลขการค้ารวมจะสูงถึงประมาณ 15,000 ล้านบาท ขณะนี้ด่านใหม่เสร็จแล้ว จากนั้นจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส ระหว่างไทย สปป.ลาว และ จีน ซึ่งถือเป็นความร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียน+จีน ตามข้อตกลงร่วมกัน”
เส้นทางสายไหมแห่งยุค AEC
ในปี 2558 ประเทศไทยและประเทศสมาชิกของอาเซียนจะ
รวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic
Community : AEC) อย่างสมบูรณ์ ผ่านแผนประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียน (AEC Blueprint) ที่ประกอบด้วย การเป็นตลาดเดียวและ
ฐานการผลิตร่วมกัน การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่
เท่าเทียม
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวนกว่า 2.9
ล้านกิจการ คิดเป็นร้อยละ 99.6 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด มีการ
จ้างงานกว่า 10.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 77.8 ของการจ้าง
งานรวมทั้งประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หรือ GDP SMEs
ถึง 3.75 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.1 ของมูลค่าเพิ่มทาง
เศรษฐกิจของประเทศ
ในแต่ละปีจะมีผู้ประกอบเพิ่มขึ้นทุกปี นับแต่นี้ไปภาคธุรกิจ
เอสเอ็มอีจำเป็นต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นเกี่ยวกับเรื่อง
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างทั่วถึง เพราะว่าประเทศสมาชิก
อาเซียนอื่นๆ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการเป็น AEC ด้วยการ
ขยายการค้า ขยายการลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน
และประเทศคู่เจรจากับอาเซียน
ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำเป็นที่จะต้องพัฒนา
ศักยภาพอย่างเร่งด่วน และเตรียมรองรับกับการเปิดตลาดการค้า
เสรี ต้องมีการผลิตสินค้าให้ตรงกับมาตรฐานสากล และพร้อมที่จะ
รับข้อตกลงทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
การทำธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนจะเป็นเสมือนหนึ่งเป็นประเทศ
เดียวกัน การแข่งขันด้านราคา ด้านมาตรฐาน ด้านคุณภาพ
ย่อมเกิดขึ้น ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เอสเอ็มอีไทยต้องตื่นตัว และร่วม
มือกันอย่างมีสติและปัญญา